ศาสตร์แห่งการช็อปปิ้ง

วันหนึ่ง...ในขณะที่คุณเดินสวยๆ เข้าไปซื้อเดรสสวยๆ ในช็อปที่ห้างหรู  หลังจากเสร็จสมอารมณ์หมายก็เดินตัวปลิว (เพราะกระเป๋าแฟ่บ) ออกจากช็อป แต่แล้วยังไม่ทันที่จะพ้นประตูห้างระหว่างทางเดินไปนั้นคุณก็พบกับเคาน์เตอร์เครื่องประดับที่มีคอสตูมจิวเวลรี่ชิ้นหนึ่งที่เข้ากั๊นน...เข้ากันกับเดรสที่เพิ่งซื้อมาเมื่อสักครู่  คุณลังเลอยู่ครู่หนึ่ง  แต่ด้วยความที่ทั้งสองอย่างมันเกิดมาคู่กัน  คุณจึงต้องยื่นบัตรเครดิตเพื่อสอยสร้อยชิ้นนั้นมาใส่กับชุดสวยที่เพิ่งซื้อมา
คุณว่ามันบังเอิญไหม...หลายคนอาจบอกว่าเป็นเรื่องบังเอิญ  แต่ความจริงแล้วทุกอย่างนั้นถูกจัดวางออกแบบ โดยการศึกษาวิจัยมาอย่างดีแล้ว...เพื่อวางกับดักให้คุณควักเงินในกระเป๋านั่นเอง
'ศาสตร์แห่งการช็อปปิ้ง' ฟังดูเหมือนมาสอนการช็อปปิ้งอย่างมีสติ  แบบที่นิตยสารผู้หญิงฮาวทูชอบทำแต่เนื้อหานั้นกลับกัน  เพราะมันคือคัมภีร์ หรือเรียกอย่างหนักๆ ว่าผลงานการศึกษาวิจัยที่นำมาแฉพฤติกรรมการซื้อของเรา  ว่าที่แท้จริงนั้นมันไม่ได้มาจากแรงจูงใจในการอยากได้ทั้งหมดซะทีเดียว  แต่ยังมาจากการวางกลเม็ดล่อหลอกของผู้ผลิตอีกด้วย  อย่างเช่นการจัดวางดิสเพลย์  หรือการเลือกทำเลของร้านในกรณีตัวอย่างที่ยกไว้ข้างต้นไง

กระเป๋าช็อปปิ้ง

'การซื้อ' มันมีแง่มุมที่ซับซ้อนมากกว่าสวยถึงซื้อหรือมีเงินถึงซื้อเสียอีก เช่น  ผู้หญิงช็อปปิ้งกับเพื่อนผู้หญิง : 8 นาที 15 วินาที , ผู้หญิงช็อปปิ้งกับลูกๆ : 7 นาที 19 วินาที , ผู้หญิงช็อปปิ้งตามลำพัง : 5 นาที 2 วินาที , ผู้หญิงช็อปปิ้งกับผู้ชาย : 4 นาที 41 วินาที
ไม่เพียงแค่นั้นข้อมูลน่าสนใจหลายอย่างยังบ่งบอกว่า ไอ้ตัวหนังสือป้ายเซล  หรือป้ายบอกการลดราคาทำไมต้องสีนี้  ตัวเท่านี้  ฟ้อนต์แบบนี้  หรือแม้กระทั่งความยาวของบันไดเลื่อน  ป้ายที่วางตรงหน้าร้าน  ทำไมของบางสิ่งในซูเปอร์มาเก็ตจึงวางคู่กันทั้งๆ ที่อยู่คนละหมวดหมู่  ทุกอย่างไม่ใช่แค่การจัดการ  แต่การจัดการนี้มันมาจากผลการวิจัยที่ทำให้เห็นว่า  เมื่อทำเช่นนั้นแล้วจะขายได้มากขึ้น  หมายความว่าผู้บริโภคอย่างเราๆ จะต้องควักเงินจากกระเป๋าซื้อมากขึ้นโดยไม่รู้ตัวนั่นเอง